กลิ่นสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ “ใบชา” อบอวลในยามเช้าตรู่ และเสียงอื้ออึงจากบทสนทนาเป็นเสมือนสัญญาณการเริ่มต้นวันใหม่ของผู้คนในย่านเมืองเก่าสงขลาที่ “ร้านน้ำชา” มักเริ่มเปิดต้อนรับลูกค้าพร้อมการสาดส่องมาถึงของแสงแรกแห่งวัน เป็นพื้นที่ให้ชาวเมืองมาพบปะแลกเปลี่ยนข่าวสารและสารพัดเรื่องราว
สงขลารับวัฒนธรรมการดื่มชาจากการค้าขายและการอพยพของชาวจีนโพ้นทะเล รวมถึงอิทธิพลจากดินแดนในบริเวณใกล้เคียงจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน น้ำชาสีน้ำตาลแดงหนึ่งถ้วยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่ม หากหมายถึงจุดตัดของวัฒนธรรมและผู้คน ด้วยมีที่ตั้งอยู่กึ่งกลางคาบสมุทรมลายู มีลักษณะเป็นสถานีพักโดยธรรมชาติ ทำให้เรือสินค้าจากโลกตะวันตกและตะวันออกสามารถแวะหลบลมมรสุมและทำการค้าขายได้โดยตรง กลายเป็นดินแดนแห่งการผสมสานอิทธิพลวัฒนธรรมจากนานาชาติมาแต่โบราณ โดยชาไม่ใช่แค่วัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม แต่คือสัญลักษณ์ของการต้อนรับ และการมาถึงของผู้คนหลายเชื้อชาติ
ย้อนเวลากว่าสองสหัสวรรษ ชาหยดแรกรินลงสู่ถ้วยชาบนจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเริ่มแพร่ความนิยมในช่วงกำเนิดพระพุทธศาสนาเพื่อขจัดความเหนื่อยล้าจากการทำสมาธิ จากนั้นจึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมสร้างความมั่งคั่งให้จีนกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ถัง ก่อนเรือสินค้าจะนำพาชาข้ามมหาสมุทรกว้างใหญ่สู่ดินแดนตะวันตก อันเป็นปัจจัยผลักดันให้อังกฤษผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจระดับโลกจากการเชื่อมโยงการขยายตัวของจักรวรรดิและอุตสาหกรรมเข้าไว้ด้วยกัน ตลอดจนเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกลุ่มคนในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้แนบแน่น
ล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 17-18 วัฒนธรรมการดื่มชาแพร่หลายเริ่มเข้าสู่สยาม มีการเสิร์ฟชาจีนเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยือน ปรากฎในบันทึกของชาวต่างชาติระบุถึงธรรมเนียมการต้อนรับด้วยบุหรี่และน้ำชา หลักฐานสะท้อนความนิยมอย่างเด่นชัด คือในศตวรรษที่ 20 เกิดความนิยมสะสมปั้นชาจนกลายเป็นงานอิเรก ขณะเดียวกันมีการตั้งร้านน้ำชากาแฟในชุมชนชาวจีนเป็นสถานที่พบปะชุมนุมของผู้คน
ในขณะที่สายลมแห่งการค้าในดินแดนทางตอนใต้ ได้พัดพาวัฒนธรรมการดื่มชาจากชาวจีนมาผสมผสานอิทธิพลการดื่มชาใส่นมและน้ำตาลซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศมาเลเซีย อันเป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมการดื่มน้ำชาต้อนรับแขกผู้มาเยือนไม่ต่างจากสยาม ในจดหมายเหตุระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ. 121 ของสมเด็จ ฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ระบุถึงประเพณีการเลี้ยงน้ำชาต้อนรับ และปรากฏหลักฐานระบุการสร้าง “โรงน้ำชา” ในบริเวณพลับพลาแหลมทราย ซึ่งสร้างขึ้นเป็นที่ประทับในคราวพระบาทสมเด็จพระจอมเก้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 4 เสด็จประพาสเมืองสงขลาในปี ค.ศ. 1859 ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 จึงปรากฎร้านน้ำชากาแฟเก่าแก่ในรูปแบบ “โกปี้เตี๊ยม” ดำเนินการโดยชาวจีน กระจายตัวในบริเวณย่านเมืองเก่าสงขลา มีการน้ำเข้าใบชาจากประเทศศรีลังกาและประเทศอินโดนีเซียเป็นจำนวนมาก โดยร้านน้ำชาในภาคใต้มีบทบาทเป็นพื้นที่สนทนา พบปะสังสรรค์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและอยู่คู่กับชาวภาคใต้มาอย่างยาวนาน.
บทความโดย ธีรนาฎ มีนุ่น
